วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568

ท่องเที่ยวภูเก็ตในแบบแฟนตาซีและชมสถาปัตยกรรมเมืองเก่า

 



“ท่องเที่ยวไปกับยิปซี” ในบล็อกนี้เราจะพาทุกคนไปเที่ยวภูเก็ต แบบจัดเต็มความบันเทิงในยามค่ำยืนแบบแฟนตาซี ในบรรยากาศแสง สี เสียง พร้อมความบันเทิงครบรส

มื่อเดินทางมาถึงภูเก็ตในช่วงเย็น ได้เริ่มต้นทริปด้วยการไปสัมผัสบรรยากาศยามค่ำคืนที่ ภูเก็ตแฟนตาซี ที่ใครๆ ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้ามาภูเก็ต ต้องไม่พลาด

ภูเก็ตแฟนตาซี โครงการโรงละคร และสถานที่ท่องเที่ยวที่ยิ่งใหญ่ที่มีการผสมผสานวัฒนธรรมไทยเข้ากับเทคโนโลยีการแสดงระดับโลก เมื่อได้เข้ามาสิ่งแรกที่สัมผัสได้ คือ บรรยากาศตระการตาไปด้วยแสงไฟหลาสีสัน ประดับประดาไปทั่วทุกพื้นที่เหมือนอยู่ในโลกนิทาน ซึ่งในทริปนี้ฉันตั้งใจมาดูไฮไลท์ของที่นี่ก็คือ การแสดงโชว์ที่มีชื่อว่า มหัศจรรย์กมลา เริ่มขึ้นในเวลา 21.00 น. ก่อนที่เราจะไปดูโชว์เราก็ต้องเติมพลังด้วยอาหารอร่อยๆ ที่ห้องอาหารบุฟเฟต์นานาชาติ “Golden Kinnaree” เป็นห้องอาหารขนาดใหญ่ถูกตกแต่งอย่างสวยหรู มีทั้งอาหารไทย จีน ญี่ปุ่น อินเดีย และประเทศอื่นๆ อีกมากมาย

หลังจากที่อิ่มเอมไปกับมื้ออาหารที่แสนพิเศษแล้ว ก็ตามด้วยการดูโชว์ที่แสนอลังการ เป็นการแสดงที่ผสมผสานศิลปะวัฒนธรรมไทยกับเทคนิค แสง สี เสียง มีการแสดงโชว์ช้างในรูปแบบละครเวที พร้อมกับเอฟเฟกต์สุดอลังการ สะกดจิตผู้ชมให้อินเสมือนเข้าไปอยู่ในเนื้อเรื่องจริงๆ แต่ที่นี่มีกฎต้องห้ามคือ ห้ามถ่ายภาพและวีดีโอ ฉันจึงไม่สามารถเอารูปภาพประกอบสวยๆ มาให้ทุกคนได้ชื่นชม หลังจบการแสดงโชว์ ก็ได้เดินเล่นชมบรรยากาศรอบ ๆ ต่อ ซึ่งเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์แฟนตาซีที่ผสมผสานวัฒนธรรมไทยกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยทำให้ได้ความเพลิดเพลินครบทุกมิติ

เช้าวันถัดมาฉันได้มุ่งหน้าไปเดินเล่น ย่านเมืองเก่าภูเก็ต ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่ห้ามพลาดของจังหวัดนี้ ซึ่งบรรยากาศ ย่านนี้เต็มไปด้วยผนังสตีทอาร์ต ที่ถูกทาสีวาดรูปไว้อย่างมีสีสันสวยงามถูกซ่อนอยู่ตามกำแพงตึกต่างๆ บางภาพเป็นผลงานศิลปินระดับโลกกันเลยทีเดียว

บรรยากาศของเมืองภูเก็ตมีมนต์เสน่ห์ ที่รายล้อมไปอาคารบ้านเรือนที่มีความสวยงามที่ผสมผสานระหว่างศิลปะตะวันออกจากจีน และตะวันตกจากโปรตุเกส ในสไตล์ ชิโนโปรตุกีส บนสองฝั่งริมถนนตลอดทางเดิน และยังมีคาเฟ่สวยๆ รวมถึงร้านขายของที่ระลึกมีสินค้างานแฮนด์เมด แนวอาร์ต และสินค้าพื้นเมืองวางจำหน่ายอีกมากมาย

เมื่อได้มีโอกาสมาท่องเที่ยวที่ภูเก็ตแล้ว ทำให้ฉันได้คำตอบว่า ทำไมคนทั่วโลกจึงหลั่งไหลมาท่องเที่ยวที่เมืองภูเก็ตแห่งนี้จำนวนมาก เพราะที่เมืองแห่งนี้มีความงดงามทางธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรมที่ทำให้ลุ่มหลงได้จริงๆ 



เที่ยวกระบี่ 3 วัน 3 เกาะ ประสบการณ์ดำน้ำที่ไม่รู้ลืม

 


“ท่องเที่ยวไปกับยิปซี” ในบล็อกนี้ฉันจะพาทุกคนไปสัมผัสทะเลของประเทศไทย 3 วัน 2 คืน โดยทริปนี้เราเลือกบินจากกรุงเทพฯ มาลงที่ สนามบินกระบี่ ใช้เวลาแค่ชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงจุดหมายปลายทาง

            เช้าวันแรกของทริปนี้เป็นกิจกรรมต้อนรับสมาชิกทัวร์ ด้วยการแข่งขัน กีฬาแชร์บอล เพื่อรับของรางวัลต่างๆ ภายในงาน และแนะนำรายละเอียดของสถานที่เที่ยวที่จะไปทั้งหมด และในช่วงตอนกลางคืนได้มีการกินเลี้ยงโต๊ะจีน อาหารอร่อยๆ และพักผ่อน ก่อนที่จะไปเริ่มลุยเที่ยวกันในวันต่อไป

            

              วันที่ 2 เช้าวันนี้ทุกคนจะได้ไปดำน้ำดูปะการัง ซึ่งจะออกเดินทางจากอ่าวนา ด้วยเรือหางยาวมุ่งหน้าไปที่ กาะลันเตา ซึ่งบรรยากาศบนเรือเต็มไปด้วยความสนุกสนานตื่นเต้น ทุกคนต้องสวมเสื้อชูชีพเพื่อความปลอดภัยตลอดการเดินทาง เกาะลันเตาเป็นจุดเริ่มต้นของทริป การดำน้ำแบบตื้นๆ เพื่อให้ทุกคนค่อยๆ รู้สึกคุ้นชินกับการดำน้ำก่อนที่จะลงไปดำน้ำในระดับ บรรยากาศของเกาะนี้มีความสงบ และเป็นธรรมชาติมากๆ น้ำทะเลใส จนมองเห็นทรายใต้ผืนน้ำสีเขียว ชายหาดของเกาะเป็นหาดทรายขาวละเอียด บางช่วงมีโขดหินและป่าชายเลนเล็กๆ ทำให้มีมุมถ่ายรูปสวยๆ เยอะมาก สามารถเดินเล่นบนหาดรับลมทะเล นอกจากนี้ยังสามารถดำน้ำมองเห็นปะการัง และปลาทะเลสีสันสดใสว่ายวนใต้ทะเล

          จากเกาะลันเตา พวกเราก็ได้นั่งเรือมุ่งตรงไปยัง เกาะพีพี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในไฮไลต์ของทริปนี้ ใช้เวลาประมาณ 40–50 นาที หลังจากที่เรือเทียบท่าเสร็จ จะมีรถซาเล้งพ่วงข้างมารับเราไปยังจุดหมายเพื่อดำน้ำดูปะการังน้ำลึก ทุกคนจึงต้องใส่หน้ากาก สน็อกเกิล และชูชีพให้เรียบร้อยเพื่อความปลอดภัย เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น และน่ากลัวสำหรับฉันมาก เพราะฉันว่ายน้ำไม่เป็น แต่ฉันจะไม่ให้อุปสรรคใดมาขัดขวางในการได้เห็น วิวธรรมชาติที่แสนมีค่า ฉันจึงตัดสินใจดำน้ำในครั้งนี้ และกระโดดลงจากเรือ ลอยตัวบนพื้นผิวน้ำทะเล เมื่อก้มหน้าลงไปก็รู้สึกว้าวมากกับโลกใต้น้ำที่สวยงามมากๆ ปะการังสีสันสดใส ฝูงปลาหลากหลายชนิด หลายสีสันสวยงาม อย่าง ปลาเสือ ปลาการ์ตูน และปลาสีเงินเล็ก ๆ ที่ว่ายวนรอบตัวของพวกเรา สร้างความสุขและเพลิดเพลินยิ่งนัก


หลังจากสนุกกับการดำน้ำที่เกาะพีพีแล้ว ก็มาต่อที่เกาะสุดท้าย นั่นก็คือ เกาะไก่ ทันทีที่เรือค่อยๆ แล่นเข้าใกล้จุดหมาย ทุกสายตาก็จับจ้องไปที่ โขดหินรูปหัวไก่ ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์กลางทะเล ทำให้เกาะแห่งนี้ถูกเรียกว่า “เกาะไก่” เกาะนี้เหมาะจะเป็นจุดถ่ายรูปมากที่สุด และสำหรับคนที่ไม่ชอบถ่ายรูปก็สามารถลงไปดำน้ำต่อกับเพื่อนๆ ได้ นอกจากเกาะนี้จะเป็นรูปหัวไก่แล้ว ยังมีวิวสวย ๆ น้ำใส ๆ จนเห็นฝูงปลาว่ายไปมาเต็มไปหมด คลอเคล้ากับเสียงคลื่นและเสียงลม ชวนให้รู้สึกเหมือนได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติที่บริสุทธิ์ และได้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่


หลังจากการดื่มด่ำความงดงามของท้องทะเลทั้ง 3 เกาะไปแล้ว ในช่วงหัวค่ำ ยังคงมีงานปาร์ตี้ส่งท้ายอำลาก่อนจากกันสำหรับทริปนี้ มีการจัดเตรียมโต๊ะจีนที่เต็มไปด้วยเมนูซีฟู้ดสดใหม่ และอาหารพื้นบ้านของกระบี่ที่รสชาติกลมกล่อม พร้อมกับเสียงดนตรีมี่เล่นคลอเบาๆ พร้อมกับบรรยากาศริมทะเลยามค่ำคืน พร้อมมีการแสดงโชว์เล่นไฟที่เป็นเอกลักษณ์ของกระบี่ให้เราได้ตื่นตาตื่นใจ พร้อมกิจกรรมสนุกๆ มากมายภายในงาน ทุกคนได้นั่งล้อมวงพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ได้ทั้งมิตรภาพและเพื่อนใหม่กลับไปเพื่อชาร์จพลังในชีวิตต่อไป

สำหรับความประทับใจในทริปนี้ฉันประทับใจ วิวทะเล ธรรมชาติ ที่ไม่สามารถหาได้ง่ายๆ ถ้าไม่ได้เดินทางมาท่องเที่ยวด้วยตัวเอง ได้เปิดโลกกว้างไปกับการเห็นทะเลที่กว้างใหญ่ไม่มีสิ้นสุด ความสวยงามที่ไม่ได้ปรุงแต่งใดๆ ประสบการณ์การ การดำน้ำครั้งแรกของคนที่ว่ายน้ำไม่เป็นสำหรับฉันเมื่อได้มีโอกาสลองทำมันจริงๆ แล้ว ก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ฉันคิดการไปสัมผัสกับธรรมชาติที่สวยงาม  การได้แลกเปลี่ยนเรื่องราว มิตรภาพ และรอยยิ้มที่น่าจดจำที่ทำให้ทุกคนรู้สึกอิ่มเอมทั้งกายและใจ


วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2568

ท่องเที่ยวกาญจนบุรี ตามรอยเมืองบาดาลแควสู่สะพานมอญ

 


หลังจากที่ได้พาทุกคนไปท่องเที่ยวต่างประเทศกันมาเยอะแล้ว“ท่องเที่ยวไปกับยิปซี”ก็อยากพาทุกคนกลับมาท่องเที่ยวในประเทศไทยที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามน่าสนใจไม่แพ้ต่างประเทศบล็อกนี้จะพาทุกคนไปเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ทางธรรมชาติ วัฒนธรรม รวมทั้งมีร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า ในทริปนี้เป็นทริปสั้นๆ 3 วัน 2 คืน กับความทรงจำในวันวานของฉันนั่นเอง

เริ่มต้นการเดินทางของการไปเที่ยวในวันแรกด้วยการเหมารถตู้ไปเที่ยวกับครอบครัวสถานที่แรกที่เราไปถึงก็คือสะพานข้ามแม่น้ำแคว แลนด์มาร์คสำคัญของจังหวัดกาญจนบุรีหนึ่งในเส้นทางรถไฟสายมรณะในสมัสงครามโลกครั้งที่สองที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาเที่ยวชมเดินเล่นและถ่ายรูปบนสะพานรถไฟสายประวัติศาสตร์แห่งนี้พร้อมกับชื่นชมบรรยากาศท่ามกลางแม่น้ำแคว


จากนั้น เราได้เดินทางไปยัง วัดถ้ำเขาหินปูน ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแคว เป็นวัดเก่าเก่าที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เนื่องจากบริเวณวัดแห่งนี้เป็นที่ตั้งของค่ายเชลยศึกขนาดใหญ่ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 บริเวณวัดมี “ถ้ำเขาหินปูน” เป็นถ้ำที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ภายในถ้ำ ประกอบด้วยห้อง 9 ห้อง โดยห้องแรกเป็น ห้องพระพุทธไสยาสน์ หรือพระนอนเมื่อเข้าไปในถ้ำมีพระพุทธรูปพระนอนองค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่และมีพระพุทธรูปเพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้มากราบไหว้ขอพร บรรยากาศข้างในเงียบสงบ และเย็นสบาย สัมผัสได้ถึงความสงบที่ปกคลุมอยู่ทั่วพื้นที่


         หลังจากที่เราได้ไปเที่ยวเดินชมสถานที่ต่างๆ กันแล้วก็ได้เข้าที่พัก บ้านกกกอด ตั้งอยู่ในอำเภอเมืองกาญจนบุรี เป็นที่พักที่มีวิวธรรมชาติสวยงาม บรรยากาศดี ซึ่งไฮไลท์ของที่นี่ไม่ได้มีเพียงการการชื่นชมสัมผัสธรรมชาติ ต้นไม้ ภูเขา และสายน้ำ เท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมสนุกๆให้เราได้เพลิดเพลินด้วยการพายเรือคายัค ในอ่างเก็บน้ำท่าทุ่งนาอีกด้วย ซึ่งเราจะพลาดได้อย่างไร ในเมื่อจองที่พักมาเที่ยวทั้งทีก็ต้องจัดเต็มทุกกิจกรรม นอกจากพายเรือแล้วเราจังสามารถเดินเล่นบนสะพานไม้ที่ทอดยาวไปตามทุ่งกกชมวิวพระอาทิตย์ตกกระทบกับผิวน้ำซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ ได้รับทั้งธรรมชาติ และความสงบอย่างลงตัวในที่เดียว

เช้าวัดถัดมาเราได้ ไปเที่ยวที่ เมืองบาดาล ที่วัดใต้น้ำ หรือวัดวังก์วิเวการาม ที่เคยจมอยู่ใต้น้ำเขื่อนเขาแหลมมานานกว่า 33 ปี ซึ่งการเดินทางเพื่อไปเยี่ยมชมเมืองบาดาลนั้น ต้องนั่งเรือ เข้าไปเพื่อไปชมวัดใต้น้ำ ที่จะได้เห็นโบสถ์ วิหาร และเจดีย์ที่ยังคงโผล่พ้นน้ำให้ชม และสามารถถ่ายรูปสวยๆ ของวัดที่เคยจมน้ำซึ่งจะได้เห็นถึงความเก่าแก่ของโบราณสถานสำคัญที่ยังคมความงดงามที่สะท้อนประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความทรงจำในอดีต

หลังจากล่องเรือชมเมืองบาดาล แล้วก็ได้มาเที่ยวชม เจดีย์พุทธคยาซึ่งตั้งอยู่อีกด้านหนึ่งของวัดวังก์วิเวการามเป็นเจดีย์ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ มีลักษณะฐานเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส จำลองแบบมาจากมหาเจดีย์พุทธคยาที่ประเทศอินเดียแต่มีขนาดเล็กกว่ายอดเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนที่เป็นกระดูกนิ้วหัวแม่มือขวา ขนาดเท่าเม็ดข้าวสาร ด้านหน้ามีบันไดทางขึ้นสู่ฐานของเจดีย์พุทธคยาระหว่างเส้นทางมีรอยพระพุทธบาทจำลอง และรูปหล่อหลวงพ่ออุตตมะให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวกราบไหว้ สักการะขอพรเพื่อความสิริมงคล

ปิดท้ายด้วยการไปเดินเล่นที่ สะพานมอญ จุดหมายที่ทุกคนรอคอยเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย เป็นจุดชมวิวที่โรแมนติก โดยเฉพาะในตอนเช้าที่เราจะได้ไปใส่บาตรร่วมกันกับชาวมอญและนักท่องเที่ยว ชาวบ้านจะทำอาหารใส่ปิ่นโตและเดินหิ้วออกมาขายให้กับนักท่องเที่ยวได้ทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ซึ่งเป็นภาพวิถีชีวิตของชาวมอญที่สวยงามมากๆและได้เห็นบรรยากาศรพระอาทิตย์ขึ้น พร้อมกับมีหมอกบางๆ ลอยเหนือน้ำ เหมาะกับการถ่ายรูปมากๆเป็นภาพที่เราได้เห็นวิธีชีวิตของคนชาวมอญได้ชิมอาหารพื้นถิ่นและขนมมอญเมนูที่ห้ามพลาดเลยคือ ข้าวปลาแดดเดียว กล้วยแขกมอญ และขนมพื้นบ้าน หลังจากที่เราเดินชมสะพาน เราจะได้เห็นเด็กๆ เล่นน้ำ ชาวบ้านพายเรือหาปลา หรือพายเรือสัญจรไปมาในการดำรงชีวิตประจำวัน 

จังหวัดกาญจนบุรียังสถานที่เที่ยวอีกมากมายที่ให้ทุกคนได้ไปเที่ยวกันซึ่งใครที่ได้มาเที่ยวที่จังหวัดนี้แล้วพบเจอสถานที่เที่ยวที่น่าสนใจก็อย่าลืมมาบอกต่อกันด้วยนะซึ่งทริปนี้ของเราเป็นทริปที่ให้ความทรงจำที่หลากหลายให้ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ครบทุกรูปแบบ ไม่ใช่แค่การท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อน แต่ได้เรียนรู้ เรื่องราว ประวิติศาสตร์ และวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวเป็นทริปที่ควรค่าแก่การมาซ้ำมากที่สุด

 


ประสบการณ์ท่องเที่ยวญี่ปุ่น 10 วัน : Ep. 2 จากภูเขาไฟฟูจิสู่เมืองใหญ่โตเกียว

 


หลังจากที่ได้พาทุกท่านไปสัมผัสกับบรรยากาศที่สวยงามและการเดินทางท่องเที่ยวแบบผจญภัยในประเทศญี่ปุ่นในตอนที่แล้ว คราวนี้เรายังคงพาไปท่องเที่ยวต่อไปใน อำเภอชิมิซุ เมืองชิสุโอกะเมืองที่ขึ้นชื่อ เรื่องชาเขียว และ วิวภูเขาไฟฟูจิที่สวยงามที่สุดในประเทศ ที่ใครๆ หลายคนอยากจะมาพบเห็นด้วยตาของตัวเอง 

        ทันทีที่เดินทางมาถึง สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือ ความสงบของเมืองเล็ก ๆ ริมทะเลที่โอบล้อมด้วยภูเขา มีกลิ่นอายของความชนบทที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเราได้เลือกบ้านพักที่ ตั้งอยู่บนเนินเขา สามารถมองเห็นวิว ภูเขาไฟฟูจิได้ 360 องศาจากหน้าต่างและระเบียงห้องนั่งเล่น

        เช้าวันถัดมาเราออกเดินทางต่อไปยัง เมืองฟุจิโนมิยะ โดยมุ่งหน้าที่ไป ทะเลสาบทันนุกิ ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สวยงามแห่งหนึ่ง ทะเลสาบมีความกว้างใหญ่ และ น้ำในทะเลสาบใสสะท้อนเงาภูเขาไฟฟูจิได้อย่างงดงาม และเป็นจุดยอดฮิตของนักท่องเที่ยวที่ต้องการถ่ายรูปกับภูเขาฟูจิได้เป็นอย่างดี เพราะทะเลสาบแห่งนี้ทำให้เรารู้สึกถึงความใกล้ชิดกับภูเขาฟูจิเหมือนราวกับว่ามันอยู่ห่างจากเราเพียงแค่เอื้อมมือ บริเวณรอบๆ ทะเลสาบยังมีเส้นทางเดินเล่น และพื้นที่สำหรับปิกนิก เหมาะแก่การนั่งพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติที่มีอากาศบริสุทธิ์


   การเดินทางไปต่อที่ ตำบลฟุจิกาวางุจิโกะ อำเภอมินามิตซึรุ เมื่อมาถึง เราเลือกแวะเติมพลังกันที่ร้านเทมปุระชื่อดังยอดฮิตของเมือง ซึ่งมีชื่อร้านว่า Tempura Restaurant เป็นร้านที่เต็มไปด้วยอาหารทอดใหม่ ๆ เมนูหลัก คือ เทมปุระกุ้ง เทมปุระผัก และข้าวหน้าต่าง ๆ ที่เสิร์ฟมาอย่างประณีต เสิร์ฟแบบเบนโตะกล่องข้าวที่เป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น

    


    และหลังจากที่เราเพลิดเพลินไปกับเมืองเล็กๆที่เต็มไปด้วยความสวยงาม วัฒนธรรม และภูเขาไฟฟูจิ เราเดินทางเข้าไปสู่เมืองใหญ่กันบ้าง คราวนี้ไปที่ อำเภอนากะ เมืองโยโกฮามะ จุดมุ่งหมายของเราก็คือ Gundam Factory Yokohama ซึ่งเป็นการ์ตูนหุ่นยนต์ยอดฮิตของชาวญี่ปุ่น และคนไทย อาทิ หุ่นกันดั้มขนาดยักษ์ ความสูงกว่า 18 เมตร ที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมอ่าวโยโกฮามะ ไฮไลท์ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดคือ มันสามารถขยับตัวเคลื่อนไหวได้จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการก้าวเดิน การยกแขน หรือการหันศีรษะ พร้อมทั้งมีแสง สี เสียง ที่อลังกาลเหมือนเราได้ไปอยู่ในโลกของการ์ตูนเรื่องนี้จริงๆ  


    เช้าวันถัดมาเราได้เดินทางมุ่งหน้าไปยัง ตลาดปลา Suo ที่ขึ้นชื่อในเรื่อง อาหารทะเลที่สดใหม่ๆ พร้อมกับบรรยากาศที่ครึกครื้นของลูกค้าและนักท่องเที่ยว ทันทีที่เราได้เดินเข้าไปในตลาด ก็จะเห็นร้านขายสินค้าที่หลากหลาย ทั้งขนม อาหารทะเลปิ้งย่าง เช่น หอยเชลล์ย่างเนย,ทาโกะยากิ, ปลาไหลย่าง  แผงปลาสด ปู กุ้ง หอย และซาชิมิที่ถูกจัดเรียงอย่างสวยงามรอให้เลือกชิม และสิ่งที่พลาดไม่ได้เลย คือ ร้านซูชิและซาชิมิแบบ Omakase ในรูปแบบตลาดที่เชฟเลือกวัตถุดิบสดใหม่ของวันนั้นมาทำให้เห็นตรงหน้า มีปลาดิบสดๆ ที่ถูกจัดโชว์ไว้ให้ให้เห็นถึงความสดแค่ไหน เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราเข้าใจได้เลยว่า ทำไมญี่ปุ่นถึงมีชื่อเสียงเรื่องอาหารทะเลไปทั่วโลก



    หลังจากเดินชมตลาดปลาเสร็จ ก็ได้เดินทางเข้าสู่เมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่น โตเกียว เขต ซุมิดะ หนึ่งในย่านที่ขึ้นชื่อในเรื่องความทันสมัย เทรน แฟชั่นสุดฮิต ต่างๆ ของวัยรุ่นที่ถูกรวมไว้อยู่ในโตเกียวทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ที่ซุมิดะ มีไฮไลต์คือ การได้เห็น Tokyo Skytree ที่เรากำลังมุ่งหน้าไปถ่ายรูปสวยๆ พร้อมกับชมวิวที่สูงเสียดฟ้า ที่สามารถมองเห็นทั่วทั้งเมืองโตเกียวได้ไกลสุดสายตา ด้วยความสูงกว่า 600 เมตร ภายในตึก Skytree แห่งนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ ที่ทำให้เราได้ใช้เวลาเดินชมกันหลายชั่วโมง ถือเป็นจุดพักผ่อนพักสายตาที่ดีอีกหนึ่งที่สำหรับคนที่ชอบการเดินเล่นได้อย่างเพลิดเพลิน ซึ่งภายในมีอาหาร เครื่องดื่ม ไว้บริการ ละพิพิธภัณฑ์ ทีทำให้เราได้ใช้เวลาเดินชมกันหลายชั่วโมง ถือเป็นจุดพักผ่อนพักสายตาที่ดีอีกหนึ่งที่สำหรับคนที่ชอบการเดินเล่นได้อย่างเพลิดเพลิน


    เมื่อถึงช่วงค่ำ ความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินเที่ยวทั้งวันก็ถูกชดเชยด้วยการ “ราเม็ง” ซึ่งเป็นร้านในตำนาน Ichiran Ramen หรือที่หลายคนเรียกว่า “ราเม็งข้อสอบ” ที่มีสาขามาเปิดที่ประเทศไทยแล้วโด่งดังมาก นักท่องเที่ยวคนไทยที่มาเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเรา จะพลาดราเมงสูตรต้นตำหรับได้อย่างไร แม้ว่าต้องอดทนรอต่อคิวยาวนานถึง 2 ชม. ต่อแถวที่ยาวไปจนสุดลูกหูลูกตาก็ต้องยอม บรรยากาศภายในร้านทุกคนต้องแยกกันไปนั่งทานในพื้นที่ที่ถูกแบ่งเป็นล็อคๆ เหมือนกับกินอยู่ในห้องสอบ เมื่อได้ลิ้มลองขอบอกเลยว่าคุ้มค่าจริงๆ อร่อยมากคูณสองเท่าเข้าไปอีก กลิ่นหอมของน้ำซุปสีใสทอง รสชาติกลมกล่อง เส้นราเมงที่ทำสดเหนียวหนุ่ม บอกเลยว่าใครที่มาเที่ยวญี่ปุ่นห้ามพลาดเด็ดขาด ความฟินที่ทำให้ทริปวันนี้ปิดฉากอย่างสมบูรณ์แบบ

                      


  ทริปท่องเที่ยวญี่ปุ่น 10 วัน ที่อิ่มเอมไปกับสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่สวยงาม เป็นประสบการณ์และความทรงจำครั้งแรกของฉันที่ได้สัมผัสกับสถานที่วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของของชาวญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด หวังว่าเรื่องราวการท่องเที่ยวในญี่ปุ่นครั้งนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนอยากออกเดินท่องเที่ยวกันนะทุกคน



วันเสาร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568

ประสบการณ์ท่องเที่ยวญี่ปุ่น 10 วัน : Ep 1 จาก GALA Yuzawa snow สู่เมือง Nagoya



“ท่องเที่ยวไปกับยิปซี”ทริปนี้เราจะพาทุกคนบินลัดฟ้าไปประเทศญี่ปุ่น ประเทศในฝันของใครหลายๆคน เป็นเวลาทั้งหมด 10 วัน ซี่งเรื่องราวการเดินทางครั้งนี้จะถูกเล่า ทั้งหมด 2 บล็อก เพื่อให้ผู้อ่านได้ติดตามได้ง่ายทั้งสองบล็อกนี้จะเป็นเรื่องเล่าต่อเนื่องจนครบทั้งหมด 10 วัน เพื่อให้ผู้อ่านได้สัมผัสการไปท่องเที่ยวที่ครบถ้วน

เริ่มต้นเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อไปยังประเทศญี่ปุ่น ลงไฟลท์แรกที่ สนามบิน Hong Kong International Airport และต่อเครื่องที่สนามบินนาริตะ ที่ประเทศญี่ปุ่น

เมื่อเท้าสองข้างฉันได้แตะลงที่ประเทศญี่ปุ่นก็ได้ทำการเช่รถยนต์เพื่อขับท่องเที่ยวกันเองมุ่งหน้าไปที่เมืองมินามิอุโอนุมะตำบลยุซาวะ ทันทีที่ไปถึงสถานที่แรกคือ GALA Yuzawa snow resort รีสอร์ทสกีชื่อดัง สิ่งแรกที่พบเห็นและว้าวมากๆเลยคือ ภาพบรรยากาศหนาวเย็นที่ปกคลุมไปด้วยหิมะล้อมรอบ ลมเย็นที่พัดมากับหิมะ บริเวณรอบ ๆ รีสอร์ท มีร้านค้าให้เช่าอุปกรณ์สกีและสโนว์บอร์ดอย่างครบครันทำให้ การเริ่มต้นของสองวันแรกสนุกสนานมากๆ ซึ่งที่นี่เหมาะสำหรับคนที่ชอบกิจกรรมผจญภัยและยังมีกิจกรรมหลากหลายให้ลอง ไม่ว่าจะเป็นการเล่นสกีเบื้องต้น หรือสโนว์บอร์ดสำหรับมือใหม่ และถ้าไม่อยากเล่นก็สามารถนั่งกระเช้าชมวิวหิมะได้ ฉันได้นั่งกระเช้าขึ้นไปเล่นสกีบนยอดเขาสูงและสิ่งที่ฉันได้สัมผัสระหว่างที่นั่งกระเช้าฉันสามารถมองเห็นเทือกเขานีงาตะปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนทอดยาวสุดลูกหูลูกตาภายใต้บรรยากาศที่หนาวเย็นและกลิ่นอายของงหิมะที่สดชื่นชุ่มฉ่ำเต็มปอดเป็นประสบการณ์เล่นสกีหิมะครั้งแรกของฉันที่สนุกและตื่นเต้นสุดๆ

            ที่ Snow Peak Land StationHakuba ซึ่งเป็นพื้นที่แคมป์และไลฟ์สไตล์กลางหิมะของแบรนด์ Snow Peak ที่รวมเอาอุปกรณ์กลางแจ้ง คาเฟ่ ร้านอาหาร และกิจกรรมสไตล์ธรรมชาติไว้ครบถ้วนสำหรับคนญี่ปุ่นที่นี่ฉันได้สัมผัสกิจกรรมหลายอย่าง เช่น การนั่งชมวิวภูเขาและหิมะจากมุมสูง การเดินเล่นรอบแคมป์ และชมการจัดแสดงอุปกรณ์แคมป์ของ Snow Peak ที่ดีไซน์สวยและใช้งานง่ายอีกทั้งยังมีคาเฟ่เล็กๆและได้มองเห็นดาวและหิมะในตอนกลางคืน ซึ่งเป็นวิวที่สวยงามอีกมุมหนึ่ง


หลังจากสัมผัสหิมะและบรรยากาศอบอุ่นที่ Snow Peak แล้ว ในตอนกลางคืน ฉันได้ไปร้าน Pochitako Takoyaki ร้านทาโกะยากิชื่อดัง ของเมืองฮากุบะ ที่นักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นต่างแนะนำเมนูเด็ดของร้านคือ ทาโกะยากิสูตรดั้งเดิม เป็นขนมลูกกลมๆ กรอบนอกนุ่มในพร้อมชิ้นปลาหมึกเต็มๆคำ โรยด้วยสาหร่ายและมายองเนสอย่างลงตัวรสชาติไม่เหมือนทาโกะยากิที่เมืองไทยแน่นอน เพราะนี่คือสูตรดั้งเดิมต้นตำรับของญี่ปุ่นที่ทุกคนที่มาท่องเที่ยวแถวนี้ต้องมาลองห้ามพลาดภายในร้านสามารถนั่งจิบเบียร์ชิลๆ ได้ด้วยแต่อาจต้องรอต่อคิวนานสักนิดนะคะ เพราะคิวยาวจริงๆ




เช้าวันที่สามของทริปฉันออกเดินทางต่อจากฮากุบะมุ่งหน้าสู่ เมืองโทนามิจังหวัดโทยามะจุดหมายของวันนี้คือไปล่องเรือที่ Shogawa Gorge ที่ Shogawamachikomai ที่โอบล้อมด้วยภูเขาและสายน้ำ บรรยากาศเงียบสงบ อากาศเย็นสดชื่นซี่งที่นี่มีการท่องเที่ยวล่องเรือเพื่อชมบรรยากาศเราได้ล่องเรือไปชมบรรยากาศ ที่มีความเงียบสงบของสายน้ำและเสียงเครื่องยนต์เรือเบาๆ ตลอดเวลาภาพวิวต้นไม้ระหว่างสองข้างทางปกคลุมไปด้วยหิมะสวยงามเหมือนภาพวาดที่เราจินตนาการแต่ความจริงแล้วมันคือภาพจริงที่เกิดขึ้นการล่องเรือท่องเที่ยวในหุบเขาแห่งนี้เป็นเหมือนเป็นการได้พักใจจากความวุ่นวาย และเมื่อเรือวนกลับมาที่ท่าทุกคนต่างประทับใจกับภาพวิวหิมะและสายน้ำที่สวยงามราวกับภาพวาดในความฝันซึ่งอยากเก็บเอากลับไปไว้ที่ประเทศไทยให้ตื่นขึ้นมาพบภาพบรรยากาศแบบนี้ทุกเช้าเลย


สถานที่ต่อมาที่ฉันได้เดินทางไปที่ เมืองนันโตเมืองนันโตหมู่บ้าน Ainokura กัสโชซึคุริกลางหิมะ เมื่อมาถึง สิ่งแรกที่สะดุดตาคือ บ้านกัสโชซึคุริ เป็นบ้านญี่ปุ่นโบราณหลังคาจั่วทรงสูงชันมุงด้วยหญ้าคาด้วยภูมิปัญญาของคนญี่ปุ่น ที่สร้างหลังคาทรงนี้ขึ้นเพื่อให้หิมะไหลลงได้ง่ายในช่วงฤดูหนาว บ้านแต่ละหลังตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ มีบ้านหลายหลังบางหลังเปิดเป็นร้านค้าเล็กๆ ขายของฝากของที่ระลึก งานฝีมือพื้นบ้าน ร้านอาหาร และร้านชาเขียวร้อนๆ ซึ่งมีที่นั่งให้พักคลายความหนาวและมีมุมวิวสวยๆ อีกมากมายให้ถ่ายรูปหลังจากที่ฉันได้เดินเล่นไปตามเส้นทางเล็กๆของหมู่บ้าน ก็ได้แวะเข้าร้านชาเล็กๆที่ชาวบ้านบริการชาเขียวร้อนๆเสิร์ฟพร้อมขนมหวานโมจิอร่อยๆให้ลูกค้าได้ชิม ภายในร้านมีมุมบาร์นั่งริมหน้าต่างให้ลูกค้าได้มองเห็นหิมะกำลังตกโปรยลงมาเป็นภาพที่สวยงามยิ่งนัก หลังจากที่ได้แวะชิมขนมอร่อยๆตลอดการเดินเยี่ยมชมหมู่บ้านจนกระทั่งพระอาทิตย์ใกล้ตกบรรยากาศในหมู่บ้านค่อยๆ เงียบลงละหิมะก็ยังโปรยปรายเบาๆ เป็นอีกหนึ่งวันที่แสนประทับใจของทริปญี่ปุ่นครั้งนี้                                                                    

                                                    

และเมื่อค่ำลง ฉันได้เดินทางเข้าสู่ย่านในเมือง เพื่อมาปิดท้ายวันด้วยมื้อพิเศษที่ร้าน เนื้อชื่อดังTemmammachi ที่ขึ้นชื่อในเรื่องคุณภาพของเนื้อวัวและการย่างเนื้อแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม ทันทีที่ก้าวเข้าร้านก็ได้เห็นผู้คนมากมายยืนต่อคิวกันเพื่อรอลิ้มรสมีทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติ และชาวญี่ปุ่น ซึ่งต้องอดใจรอนิดนึงเพราะใช้เวลาในการต่อคิวถึง 2 ชม. กันเลยทีเดียว หลังจากที่ถึงคิวของฉันและได้ลองชิมแล้ว เมนูที่ขอแนะนำเลย คือ เนื้อวากิวเกรดพรีเมียมเป็นเนื้อน่องลายเมื่อนำไปย่างบนเตาร้อนๆไขมันค่อยๆละลาย กลิ่นหอมชวนหิวลอยขึ้นมานอกจากเนื้อวากิวแล้ว ยังมีเมนูอื่นๆ อาทิ ซุปลิ้นวัว ซุปเกาหลีสไตล์ญี่ปุ่น และข้าวร้อน ๆ ที่เสิร์ฟคู่กัน ทำให้มื้อค่ำวันนี้สมบูรณ์แบบสุดๆ

นับเป็นการเดินทางท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่น 10 วัน ของฉัน ที่เต็มไปด้วยความสุขสนุกสนานกับสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าประทับใจตั้งแต่สัมผัสหิมะแรกที่ GALA Yuzawa เพลิดเพลินไปกับการเล่นสกีกับธรรมชาติใน เมืองอิอิยามะหรือคาเฟ่สวยๆ ที่Snow Peak Land Station Hakuba ชิมทาโกะยากิร้อนๆที่ Pochitako Takoyaki ล่องเรือท่ามกลางขุนเขาหิมะที่ Shogawa Gorge เดินช มหมู่บ้านกัสโชซึคุริที่ Ainokura ไปจนถึงมื้อค่ำสุดพิเศษที่ร้านเนื้อดัง Temmammachi แต่การผจญภัยในญี่ปุ่นยังไม่จบเพียงเท่านี้ ใน Ep ต่อไปที่ฉันจะพาทุกคนออกเดินทางต่อสู่เมืองและสถานที่ใหม่ๆซึ่งแน่นอนว่าทุกคนจะต้องตื่นเต้นแน่นอน รอติดตามกันได้เลย

วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568

จากปักกิ่งสู่ซีอาน...ไม่พลาดทุกไฮไลต์ตามรอยแห่งอารยธรรม

 


“ท่องเที่ยวไปกับยิปซี”ในครั้งนี้จะพาทุกคนไปท่องเที่ยวบินข้ามฟ้าไปสู่ดินแดนมังกร ประเทศที่มีนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติไปท่องเที่ยวมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆของโลกและในที่ที่เราจะบินลัดฟ้าไปนั่นก็คือประเทศจีน ในช่วงสงกรานต์หรือช่วงไฮซีซั่นนั้นเอง

เริ่มต้นทริปนี้ที่สนามบินดอนเมืองไปยังสนามบินที่กรุงจากาตาร์ เพื่อต่อสายการบินไปลงที่ปักกิ่งประเทศจีน เป็นเวลา 3 วัน

เช้าวันแรกในปักกิ่ง มุ่งหน้าไปยัง วัดลามะ หรือ วัดหย่งเหอกง เป็นสถานที่แรกที่ได้เดินทางไปเที่ยว ด้วยรถบัสรับส่งของเมืองปักกิ่งและนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินเพื่อไปถึงวัดลมะ เป็นที่ที่มีวัดวัดพุทธนิกายทิเบตที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในเมือง ซึ่งทันทีที่ก้าวเข้าไปภายในวัดมีพระพุทธรูปหลากหลายองค์ แต่สิ่งที่ทำให้ฉันตะลึงที่สุดคือ พระไมตรียาไม้จันทน์หอม สูงกว่า 18 เมตร แกะสลักจากไม้ทั้งท่อน ซึ่งภายในที่ฉันได้เดินสำรวจนั้นมีบรรยากาศที่เงียบ สงบ ทำให้เราเหมือนได้เข้าไปอยู่ในในยุคที่วัดนี้กำลังเจริญรุ่งเรืองจริง ด้วยผู้คนที่พลุกพล่าน ทั้งชาวจีนและนักท่องเที่ยวต่างยืนพนมมือเงียบ ๆ และเดินชมถ่ายรูปบรรยากาศภายในวัด ทำให้วัดที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองใหญ่กลับเต็มไปด้วยความสงบ และหลังจากที่ได้เดินชมวัดกันเสร็จ ก็ไปกันต่อที่ พระราชวังฤดูร้อน

พระราชวังต้องห้ามฤดูร้อน เป็นสวนหลวงที่ใหญ่ที่สุดและได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีที่สุดในประเทศจีน ซึ่งสวนแห่งนี้สร้างขึ้นโดยมีทะเลสาบคุณหมิงรายล้อมรอบพระราชวังก่อนที่เราจะไปเยี่ยมชมพระราชวังต้องห้ามฤดูร้อนได้ต้องทำการซื้อตั๋วเพื่อเข้าไปข้างใน ซึ่งสามารถซื้อตั๋วเพื่อล่องเรือนั่งชมทะเลสาบคุณหมิงได้ด้วย  เมื่อเดินเข้าไปในพระราชวังฤดูร้อน ฉันไม่พลาดที่จะล่องเรือในทะเลสาบคุณหมิง ทะเลสาบกว้างใหญ่ สัมผัสได้ถึง ลมเย็นผ่านหน้า พร้อมกับอากาศที่หนาวเย็น ด้วยอุณหภูมิตั้งแต่ 10-15 องศา รู้สึกเย็นสดชื่นเมื่อได้สูดอากาศบริสุทธิ์และชมวิวพระราชวังบนฝั่งที่สะท้อนความวิจิตรของสถาปัตยกรรมจีนโบราณ 

ขณะที่เรือล่องไปฉันเห็นนักท่องเที่ยวบางคนหยุดถ่ายภาพ บางคนก็หลับตาพักผ่อนรับความสงบ หลังจากที่ล่องเรือแล้ว ฉันก็ไปเดินเที่ยวที่พระราชวังต้องห้ามต่อเดินผ่านประตูขนาดมหึมาเข้าสู่เขตพระราชวังกำแพงสีแดงสูงตระหง่านและหลังคากระเบื้องสีทองฉันค่อย ๆ เดินผ่านโถงไท่เหออันยิ่งใหญ่ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเวทีของพิธีราชสำคัญ และโถงอื่น ๆ ที่แต่ละหลังแฝงไปด้วยรายละเอียดศิลปะและสัญลักษณ์ของความเก่าแก่และมีอำนาจที่ยิ่งใหญ่ในอดีต สร้างความตื่นเต้นแก่ผู้พบเห็นยิ่งนัก

หลังจากที่ฉันเดินท่องเที่ยวจนทั่วแล้วทำให้ฉันรู้สึกว่าพระราชวังฤดูร้อนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ทุกคนควรมาเป็นอย่างมาก เพราะสถานที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาจนไม่รู้ว่าเดินไปเยี่ยมชมที่ไหนก่อนดีเลย และหลังจากนั้นก็ได้มาเดินชมสวนสาธารณะที่สามารถมองเห็นวิวพระราชวังต้องห้ามฤดูร้อนได้ คือ สวนจิงซาน เพื่อนั่งพักผ่อนชมวิว ของพระราชวัง ก่อนที่จะเดินทางไปยังสถานที่ถัดไป

ในช่วงเย็น ฉันเดินได้มาที่ ถนนคนเดินหวังฝูจิ่ง wangfujing street เป็นแหล่งรวมของอาหารการกิน และบรรยากาศคึกคัก มีร้านค้าตั้งอยู่สองข้างทางเรียงรายไปด้วยของฝากและอาหารริมทางแนวสตรีทฟู้ด ถนนสายสำคัญใจกลางเมืองปักกิ่งที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา แสงไฟระยิบระยับ สร้างบรรยากาศทันสมัยและมีเสน่ห์ของเมืองเก่า ซึ่งเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจมากเพราะมันมีความทันสมัยที่ไม่ค่อยได้พบเห็นในบ้านเมืองของเรานอกจากกรุงเทพ จะได้ความรู้สึก กลิ่นหอมของอาหารสตรีทฟู้ดลอยมาแตะจมูก พร้อมสองข้างทางที่มีทั้งห้างสรรพสินค้าและตึกสูงขายสินค้าแฟชั่นที่ทันสมัย เป็นจุดนัดพบรวมตัวของนักท่องเที่ยว และคนพื้นเมือง เสียงพูดคุยของผู้คนผสมผสานกันอย่างสนุกสนาน นักท่องเที่ยวและชาวเมืองเดินสวนกันไปมา บ้างหยุดถ่ายรูปกับร้านของฝากที่ขาย ของที่ระลึกและงานฝีมือท้องถิ่น

ในเช้าของวันถัดมาฉันได้นั่งรถออกเดินทางจากปักกิ่งไปยังด่านปาต๋าหลิงเพื่อไปกำแพงเมืองจีน การนั่งรถเพื่อไปยังกำแพงเมืองจีนที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศจีน ในขณะที่นั่งรถ รถก็ค่อย ๆ ไต่ขึ้นเขา ที่สูงชัน พร้อมวิวกำแพงเมืองจีนให้ได้เห็นตามทาง เมื่อมาถึงฉันได้เห็นความกว้างของกำแพงหินสีเทาทอดยาวสุดสายตา คดเคี้ยวไปตามแนวสันเขาเหมือนกับมังกรยักษ์ตัวใหญ่ยาว ซึ่งสำหรับฉันกำแพงเมืองจีนเป็นสถานที่ที่ไปแล้วทรมาณที่สุดในการท่องเที่ยว เพราะการเดินบนกำแพงไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะขั้นบันไดสูงชันและไม่สม่ำเสมอ แต่ยังดีที่อากาศดีและลมเย็นตลอดทาง ทุกครั้งที่หยุดหายใจเหนื่อยแล้วเงยหน้ามองเราจะเห็นกับวิวบนภูเขาสูงที่เราไม่สามารถพบเห็นได้ที่เมืองไทยแบบนี้ วิวภูเขาสลับซับซ้อนและท้องฟ้ากว้างใหญ่ พร้อมกับนักท่องเที่ยวที่พลุกพล่านเต็มไปหมดที่พร้อมจะเดินขึ้นไปบนชั้นที่สูงที่สุดจะมีทั้งหมด 9 ด่าน  ซึ่งด่านที่ได้รับความนิยมและสะดวกสบาย คือ  ด่านที่มีกระเช้าลอยฟ้าให้ขึ้นได้สะดวก ได้ชมวิวทิวทัศน์แบบ 360 องศา แต่สำหรับฉันจะเป็นการเดินขึ้นไปอย่างเดียว เพื่อความท้าทายและพิชิดยอดกำแพงสูง เนื่องจากจะได้ชมความสวยงามของกำแพงอย่างใกล้ชิดที่ตั้งอยู่บนแนวเขาที่มีความสูงชัน เพื่อจะได้มองเห็นมีทิวทัศน์ที่สวยงามอย่างใกล้ชิดด้วยตาขอวตัวเอง และนักท่องเที่ยวคนไหนที่มีร่างกายที่แข็งแรงก็จะสามารถพิชิตได้ทั้งหมด 9 ด่าน

เช้าวันถัดมา ฉันขึ้น รถไฟฟ้าความเร็วสูง มุ่งหน้าสู่ ซีอาน ด้วยระยะทางกว่า 1,200 กิโลเมตรถูกย่อเหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง ภายในขบวนเงียบสบาย วิวสองข้างทางเปลี่ยนจากตึกสูงในเมืองใหญ่ไปสู่ภูเขาและทุ่งกว้างอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเข้าสู่เมืองซีอาน และได้เข้าที่พักและอยู่ยาวที่เมืองซีอานอีก 3 วัน

เช้าวันแรกที่เมืองซีอาน ฉันมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่ขึ้นชื่อที่สุดของซีอาน เพื่อสถานไปที่เที่ยวที่ชื่อว่า กองทัพทหารดินเผาที่ถูกฝังมานานกว่า 2,000 ปี เพื่อปกป้องสุสานจักรพรรดิฉินซีฮ่องเต้ ไปข้างในบรรยากาศภายใน สื่อได้ถึงความแข็งแกร่งของกองทัพทหาร มีทหารที่เป็นรูปปั้นนับพันตัว ซึ่งจากสายตาของฉันที่มองไปมันเหมือนมากกว่าพันตัวแต่แทบจะนับไม่ถ้วน และภายในเราจะยังได้เห็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกหลายๆ พระองค์ และมีสุสานกองทัพทหารดินเผาและรถม้าจะมีทั้งหมดสี่หลุม แม้เราจะเห็นว่ากองทัพดินเผาจะเป็นเพียงหุ่นแต่นักโบราณคดีก็พบว่ามีอาวุธต่างๆ ที่อยู่ภายในหลุมสุสานล้วนแต่เป็นอาวุธสำริดจริงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น หน้าไม้ ดาย ทวน ธนู และนี่ถือว่ายังเป็นแค่บางส่วนของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ยังมีตู้กระจกแสดงรูปปั้นต่างๆ ภายในอีกมากมาย ซึ่งใช้เวลาในการเดินชมอยู่ราวๆหลายชั่วโมง



            สถานที่ถัดไปที่อยากแนะนำในเมืองซีอานอีกแห่งหนึ่งก็คือ กำแพงเมืองโบราณซีอาน ฉันไปเดินเล่นบนกำแพงเมืองโบราณที่ยาวกว่า 13 กิโลเมตร ลมพัดเย็น ๆ มี การปั่นจักรยานบนกำแพงเพื่อชมวิวทิวทัศน์สวยๆ กลายเป็นประสบการณ์ที่ทั้งเพลินและผ่อนคลาย มองลงไปเห็นเมืองซีอานและแม่น้ำต่างๆ ที่สวยงามมากๆ

สำหรับสถานที่สุดท้ายก็คือ ย่านมุสลิม ในช่วงเย็นๆ ฉันเดินเข้าสู่ย่านมุสลิมที่มีบรรยากาศคึกคักมีร้านค้ามากมาย ถนนเส้นนี้เป็นถนนเส้นยาวตรงๆ เดินเล่นเพลิดเพลินกับ ร้านค้าให้เราเลือกซื้ออาหาร มีอาหารที่หลากหลายแปลกตา พร้อมแสงสีเสียงที่ทำเราหยุดเดินไม่ได้ และหลังจากเดินซื้อของช็อปปิ้งและเดินชมความสวยงามของย่านมุสลิม และได้นั่งรถไฟใต้ดิน ไปดูหอกลองและหอระฆัง ในช่วงฟ้าเริ่มมืด เราได้ไปนั่งพักผ่อนชมแสงไฟสีทองจากหอระฆังและหอกลองส่องประกายกลางเมือง เสียงดนตรีและเสียงผู้คนพลุกพล่าน พร้อมความอลังกาลของการนั่งชมเมืองใจกลางเมืองซีอาน เป็นช่วงเวลาที่ทำให้รู้สึกว่าซีอาน คือ เมืองที่มีความทันสมัยและอลังกาลมากพร้อมทั้งได้เห็นพุที่ใหญ่และมีแสงสีที่สวยงาม การใช้เวลาที่ซีอานไม่เพียงแค่การเที่ยวชมสถานที่ แต่เป็นการซึมซับบรรยากาศเมืองเก่าที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นหัวใจของเส้นทางสายไหม และแม้เวลาจะผ่านไปหลายร้อยปี กลิ่นอายของความรุ่งเรืองก็ยังไม่จางหาย 

   ซึ่งในการมาเที่ยวในเมืองซีอานนี้ฉันได้ใช้เวลาในการอยู่ที่นี่ทั้งหมด 3 วัน รวมกับการไปเที่ยวที่เมืองปักกิ่งอีก 3 วัน และรวมกับวันที่ที่ได้เดินทางไปและเดินทางกลับรวมแล้วในทริปนี้ใช้เวลาทั้งหมด 7 วัน ซี่งเป็น 7 วันที่เหนื่อยมากๆเพราะการเดินทางท่องเที่ยวแต่ละสถานที่ต้องเดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน และใช้การนั่งรถไปยังสถานที่ต่างๆอีกหลายชั่วโมงและใช้การเดินเที่ยวด้วยเท้าเป็นหลัก เนื่องจากทริปนี้เป็นการท่องเที่ยวด้วยตัวเอง ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวจึงเป็นราคาที่สูงตกอยู่ละ เกือบแสนกว่าบาท แต่ก็คุ้มกับประสบการณ์ที่ได้แลกมา ซึ่งจริงๆแล้วยังมีอีกหลายสถานที่ท่องเที่ยวและการเดินทางอีกหลายเหตุการณ์ที่เราไม่ได้แชร์ต่อให้เพื่อนๆได้อ่านหวังว่าเพื่อนๆได้อ่านแล้วจะอยากไปสัมผัสสถานที่ท่องเที่ยวที่ประเทศจีนเหมือนกันกับฉัน

 

 

 

ท่องเที่ยวภูเก็ตในแบบแฟนตาซีและชมสถาปัตยกรรมเมืองเก่า

  “ท่องเที่ยวไปกับยิปซี” ในบล็อกนี้เราจะพาทุกคนไปเที่ยวภูเก็ต แบบจัดเต็มความบันเทิงในยามค่ำยืนแบบแฟนตาซี ในบรรยากาศแสง สี เสียง พร้อมความบัน...