“ท่องเที่ยวไปกับยิปซี”ในครั้งนี้จะพาทุกคนไปท่องเที่ยวบินข้ามฟ้าไปสู่ดินแดนมังกร
ประเทศที่มีนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติไปท่องเที่ยวมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆของโลกและในที่ที่เราจะบินลัดฟ้าไปนั่นก็คือประเทศจีน
ในช่วงสงกรานต์หรือช่วงไฮซีซั่นนั้นเอง
เริ่มต้นทริปนี้ที่สนามบินดอนเมืองไปยังสนามบินที่กรุงจากาตาร์ เพื่อต่อสายการบินไปลงที่ปักกิ่งประเทศจีน
เป็นเวลา 3 วัน
เช้าวันแรกในปักกิ่ง มุ่งหน้าไปยัง วัดลามะ หรือ วัดหย่งเหอกง เป็นสถานที่แรกที่ได้เดินทางไปเที่ยว ด้วยรถบัสรับส่งของเมืองปักกิ่งและนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินเพื่อไปถึงวัดลมะ เป็นที่ที่มีวัดวัดพุทธนิกายทิเบตที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในเมือง ซึ่งทันทีที่ก้าวเข้าไปภายในวัดมีพระพุทธรูปหลากหลายองค์ แต่สิ่งที่ทำให้ฉันตะลึงที่สุดคือ พระไมตรียาไม้จันทน์หอม สูงกว่า 18 เมตร แกะสลักจากไม้ทั้งท่อน ซึ่งภายในที่ฉันได้เดินสำรวจนั้นมีบรรยากาศที่เงียบ สงบ ทำให้เราเหมือนได้เข้าไปอยู่ในในยุคที่วัดนี้กำลังเจริญรุ่งเรืองจริง ด้วยผู้คนที่พลุกพล่าน ทั้งชาวจีนและนักท่องเที่ยวต่างยืนพนมมือเงียบ ๆ และเดินชมถ่ายรูปบรรยากาศภายในวัด ทำให้วัดที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองใหญ่กลับเต็มไปด้วยความสงบ และหลังจากที่ได้เดินชมวัดกันเสร็จ ก็ไปกันต่อที่ พระราชวังฤดูร้อน
พระราชวังต้องห้ามฤดูร้อน เป็นสวนหลวงที่ใหญ่ที่สุดและได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีที่สุดในประเทศจีน ซึ่งสวนแห่งนี้สร้างขึ้นโดยมีทะเลสาบคุณหมิงรายล้อมรอบพระราชวังก่อนที่เราจะไปเยี่ยมชมพระราชวังต้องห้ามฤดูร้อนได้ต้องทำการซื้อตั๋วเพื่อเข้าไปข้างใน ซึ่งสามารถซื้อตั๋วเพื่อล่องเรือนั่งชมทะเลสาบคุณหมิงได้ด้วย เมื่อเดินเข้าไปในพระราชวังฤดูร้อน ฉันไม่พลาดที่จะล่องเรือในทะเลสาบคุณหมิง ทะเลสาบกว้างใหญ่ สัมผัสได้ถึง ลมเย็นผ่านหน้า พร้อมกับอากาศที่หนาวเย็น ด้วยอุณหภูมิตั้งแต่ 10-15 องศา รู้สึกเย็นสดชื่นเมื่อได้สูดอากาศบริสุทธิ์และชมวิวพระราชวังบนฝั่งที่สะท้อนความวิจิตรของสถาปัตยกรรมจีนโบราณ
ขณะที่เรือล่องไปฉันเห็นนักท่องเที่ยวบางคนหยุดถ่ายภาพ
บางคนก็หลับตาพักผ่อนรับความสงบ หลังจากที่ล่องเรือแล้ว ฉันก็ไปเดินเที่ยวที่พระราชวังต้องห้ามต่อเดินผ่านประตูขนาดมหึมาเข้าสู่เขตพระราชวังกำแพงสีแดงสูงตระหง่านและหลังคากระเบื้องสีทองฉันค่อย ๆ
เดินผ่านโถงไท่เหออันยิ่งใหญ่ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเวทีของพิธีราชสำคัญ และโถงอื่น
ๆ ที่แต่ละหลังแฝงไปด้วยรายละเอียดศิลปะและสัญลักษณ์ของความเก่าแก่และมีอำนาจที่ยิ่งใหญ่ในอดีต
สร้างความตื่นเต้นแก่ผู้พบเห็นยิ่งนัก
หลังจากที่ฉันเดินท่องเที่ยวจนทั่วแล้วทำให้ฉันรู้สึกว่าพระราชวังฤดูร้อนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ทุกคนควรมาเป็นอย่างมาก เพราะสถานที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาจนไม่รู้ว่าเดินไปเยี่ยมชมที่ไหนก่อนดีเลย และหลังจากนั้นก็ได้มาเดินชมสวนสาธารณะที่สามารถมองเห็นวิวพระราชวังต้องห้ามฤดูร้อนได้ คือ สวนจิงซาน เพื่อนั่งพักผ่อนชมวิว ของพระราชวัง ก่อนที่จะเดินทางไปยังสถานที่ถัดไป
ในช่วงเย็น
ฉันเดินได้มาที่ ถนนคนเดินหวังฝูจิ่ง wangfujing street เป็นแหล่งรวมของอาหารการกิน และบรรยากาศคึกคัก มีร้านค้าตั้งอยู่สองข้างทางเรียงรายไปด้วยของฝากและอาหารริมทางแนวสตรีทฟู้ด ถนนสายสำคัญใจกลางเมืองปักกิ่งที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา
แสงไฟระยิบระยับ สร้างบรรยากาศทันสมัยและมีเสน่ห์ของเมืองเก่า ซึ่งเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจมากเพราะมันมีความทันสมัยที่ไม่ค่อยได้พบเห็นในบ้านเมืองของเรานอกจากกรุงเทพ
จะได้ความรู้สึก กลิ่นหอมของอาหารสตรีทฟู้ดลอยมาแตะจมูก พร้อมสองข้างทางที่มีทั้งห้างสรรพสินค้าและตึกสูงขายสินค้าแฟชั่นที่ทันสมัย
เป็นจุดนัดพบรวมตัวของนักท่องเที่ยว และคนพื้นเมือง เสียงพูดคุยของผู้คนผสมผสานกันอย่างสนุกสนาน
นักท่องเที่ยวและชาวเมืองเดินสวนกันไปมา บ้างหยุดถ่ายรูปกับร้านของฝากที่ขาย ของที่ระลึกและงานฝีมือท้องถิ่น
ในเช้าของวันถัดมาฉันได้นั่งรถออกเดินทางจากปักกิ่งไปยังด่านปาต๋าหลิงเพื่อไปกำแพงเมืองจีน การนั่งรถเพื่อไปยังกำแพงเมืองจีนที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศจีน ในขณะที่นั่งรถ รถก็ค่อย ๆ ไต่ขึ้นเขา ที่สูงชัน พร้อมวิวกำแพงเมืองจีนให้ได้เห็นตามทาง เมื่อมาถึงฉันได้เห็นความกว้างของกำแพงหินสีเทาทอดยาวสุดสายตา คดเคี้ยวไปตามแนวสันเขาเหมือนกับมังกรยักษ์ตัวใหญ่ยาว ซึ่งสำหรับฉันกำแพงเมืองจีนเป็นสถานที่ที่ไปแล้วทรมาณที่สุดในการท่องเที่ยว เพราะการเดินบนกำแพงไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะขั้นบันไดสูงชันและไม่สม่ำเสมอ แต่ยังดีที่อากาศดีและลมเย็นตลอดทาง ทุกครั้งที่หยุดหายใจเหนื่อยแล้วเงยหน้ามองเราจะเห็นกับวิวบนภูเขาสูงที่เราไม่สามารถพบเห็นได้ที่เมืองไทยแบบนี้ วิวภูเขาสลับซับซ้อนและท้องฟ้ากว้างใหญ่ พร้อมกับนักท่องเที่ยวที่พลุกพล่านเต็มไปหมดที่พร้อมจะเดินขึ้นไปบนชั้นที่สูงที่สุดจะมีทั้งหมด 9 ด่าน ซึ่งด่านที่ได้รับความนิยมและสะดวกสบาย คือ ด่านที่มีกระเช้าลอยฟ้าให้ขึ้นได้สะดวก ได้ชมวิวทิวทัศน์แบบ 360 องศา แต่สำหรับฉันจะเป็นการเดินขึ้นไปอย่างเดียว เพื่อความท้าทายและพิชิดยอดกำแพงสูง เนื่องจากจะได้ชมความสวยงามของกำแพงอย่างใกล้ชิดที่ตั้งอยู่บนแนวเขาที่มีความสูงชัน เพื่อจะได้มองเห็นมีทิวทัศน์ที่สวยงามอย่างใกล้ชิดด้วยตาขอวตัวเอง และนักท่องเที่ยวคนไหนที่มีร่างกายที่แข็งแรงก็จะสามารถพิชิตได้ทั้งหมด 9 ด่าน
เช้าวันถัดมา
ฉันขึ้น รถไฟฟ้าความเร็วสูง มุ่งหน้าสู่ ซีอาน ด้วยระยะทางกว่า 1,200 กิโลเมตรถูกย่อเหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง
ภายในขบวนเงียบสบาย
วิวสองข้างทางเปลี่ยนจากตึกสูงในเมืองใหญ่ไปสู่ภูเขาและทุ่งกว้างอย่างต่อเนื่อง
จนกระทั่งเข้าสู่เมืองซีอาน และได้เข้าที่พักและอยู่ยาวที่เมืองซีอานอีก 3 วัน
เช้าวันแรกที่เมืองซีอาน ฉันมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่ขึ้นชื่อที่สุดของซีอาน
เพื่อสถานไปที่เที่ยวที่ชื่อว่า กองทัพทหารดินเผาที่ถูกฝังมานานกว่า 2,000 ปี
เพื่อปกป้องสุสานจักรพรรดิฉินซีฮ่องเต้ ไปข้างในบรรยากาศภายใน สื่อได้ถึงความแข็งแกร่งของกองทัพทหาร มีทหารที่เป็นรูปปั้นนับพันตัว
ซึ่งจากสายตาของฉันที่มองไปมันเหมือนมากกว่าพันตัวแต่แทบจะนับไม่ถ้วน
และภายในเราจะยังได้เห็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกหลายๆ พระองค์
และมีสุสานกองทัพทหารดินเผาและรถม้าจะมีทั้งหมดสี่หลุม แม้เราจะเห็นว่ากองทัพดินเผาจะเป็นเพียงหุ่นแต่นักโบราณคดีก็พบว่ามีอาวุธต่างๆ
ที่อยู่ภายในหลุมสุสานล้วนแต่เป็นอาวุธสำริดจริงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น หน้าไม้ ดาย
ทวน ธนู และนี่ถือว่ายังเป็นแค่บางส่วนของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้
ยังมีตู้กระจกแสดงรูปปั้นต่างๆ ภายในอีกมากมาย ซึ่งใช้เวลาในการเดินชมอยู่ราวๆหลายชั่วโมง
สถานที่ถัดไปที่อยากแนะนำในเมืองซีอานอีกแห่งหนึ่งก็คือ กำแพงเมืองโบราณซีอาน ฉันไปเดินเล่นบนกำแพงเมืองโบราณที่ยาวกว่า 13 กิโลเมตร ลมพัดเย็น ๆ มี
สำหรับสถานที่สุดท้ายก็คือ ย่านมุสลิม ในช่วงเย็นๆ ฉันเดินเข้าสู่ย่านมุสลิมที่มีบรรยากาศคึกคักมีร้านค้ามากมาย ถนนเส้นนี้เป็นถนนเส้นยาวตรงๆ เดินเล่นเพลิดเพลินกับ ร้านค้าให้เราเลือกซื้ออาหาร มีอาหารที่หลากหลายแปลกตา พร้อมแสงสีเสียงที่ทำเราหยุดเดินไม่ได้ และหลังจากเดินซื้อของช็อปปิ้งและเดินชมความสวยงามของย่านมุสลิม และได้นั่งรถไฟใต้ดิน ไปดูหอกลองและหอระฆัง ในช่วงฟ้าเริ่มมืด เราได้ไปนั่งพักผ่อนชมแสงไฟสีทองจากหอระฆังและหอกลองส่องประกายกลางเมือง เสียงดนตรีและเสียงผู้คนพลุกพล่าน พร้อมความอลังกาลของการนั่งชมเมืองใจกลางเมืองซีอาน เป็นช่วงเวลาที่ทำให้รู้สึกว่าซีอาน คือ เมืองที่มีความทันสมัยและอลังกาลมากพร้อมทั้งได้เห็นพุที่ใหญ่และมีแสงสีที่สวยงาม การใช้เวลาที่ซีอานไม่เพียงแค่การเที่ยวชมสถานที่ แต่เป็นการซึมซับบรรยากาศเมืองเก่าที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นหัวใจของเส้นทางสายไหม และแม้เวลาจะผ่านไปหลายร้อยปี กลิ่นอายของความรุ่งเรืองก็ยังไม่จางหาย
ซึ่งในการมาเที่ยวในเมืองซีอานนี้ฉันได้ใช้เวลาในการอยู่ที่นี่ทั้งหมด 3 วัน รวมกับการไปเที่ยวที่เมืองปักกิ่งอีก 3 วัน และรวมกับวันที่ที่ได้เดินทางไปและเดินทางกลับรวมแล้วในทริปนี้ใช้เวลาทั้งหมด 7 วัน ซี่งเป็น 7 วันที่เหนื่อยมากๆเพราะการเดินทางท่องเที่ยวแต่ละสถานที่ต้องเดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน และใช้การนั่งรถไปยังสถานที่ต่างๆอีกหลายชั่วโมงและใช้การเดินเที่ยวด้วยเท้าเป็นหลัก เนื่องจากทริปนี้เป็นการท่องเที่ยวด้วยตัวเอง ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวจึงเป็นราคาที่สูงตกอยู่ละ เกือบแสนกว่าบาท แต่ก็คุ้มกับประสบการณ์ที่ได้แลกมา ซึ่งจริงๆแล้วยังมีอีกหลายสถานที่ท่องเที่ยวและการเดินทางอีกหลายเหตุการณ์ที่เราไม่ได้แชร์ต่อให้เพื่อนๆได้อ่านหวังว่าเพื่อนๆได้อ่านแล้วจะอยากไปสัมผัสสถานที่ท่องเที่ยวที่ประเทศจีนเหมือนกันกับฉัน
บรรยากาศดี น่าไปมาก
ตอบลบลุงที่ขายของกินชื่ออะไรครับ
ตอบลบสวยงาม มากๆ เลย
ตอบลบอยากไปๆๆๆๆ
ตอบลบบรรยากาศน่าไปเที่ยวมากๆเลยค่ะ รีวิวดีมากๆ
ตอบลบน่าสนใจมากๆเลยค่ะสถานที่นี้
ตอบลบมัมมี่นี่ของจริงป่ะ เหลือจะเชื่อ
ตอบลบเมืองสวยมากกก
ตอบลบรีวิวได้น่าสนใจมากเลยค่ะ
ตอบลบชอบๆๆๆ
ตอบลบ