วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568

จากปักกิ่งสู่ซีอาน...ไม่พลาดทุกไฮไลต์ตามรอยแห่งอารยธรรม

 


“ท่องเที่ยวไปกับยิปซี”ในครั้งนี้จะพาทุกคนไปท่องเที่ยวบินข้ามฟ้าไปสู่ดินแดนมังกร ประเทศที่มีนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติไปท่องเที่ยวมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆของโลกและในที่ที่เราจะบินลัดฟ้าไปนั่นก็คือประเทศจีน ในช่วงสงกรานต์หรือช่วงไฮซีซั่นนั้นเอง

เริ่มต้นทริปนี้ที่สนามบินดอนเมืองไปยังสนามบินที่กรุงจากาตาร์ เพื่อต่อสายการบินไปลงที่ปักกิ่งประเทศจีน เป็นเวลา 3 วัน

เช้าวันแรกในปักกิ่ง มุ่งหน้าไปยัง วัดลามะ หรือ วัดหย่งเหอกง เป็นสถานที่แรกที่ได้เดินทางไปเที่ยว ด้วยรถบัสรับส่งของเมืองปักกิ่งและนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินเพื่อไปถึงวัดลมะ เป็นที่ที่มีวัดวัดพุทธนิกายทิเบตที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในเมือง ซึ่งทันทีที่ก้าวเข้าไปภายในวัดมีพระพุทธรูปหลากหลายองค์ แต่สิ่งที่ทำให้ฉันตะลึงที่สุดคือ พระไมตรียาไม้จันทน์หอม สูงกว่า 18 เมตร แกะสลักจากไม้ทั้งท่อน ซึ่งภายในที่ฉันได้เดินสำรวจนั้นมีบรรยากาศที่เงียบ สงบ ทำให้เราเหมือนได้เข้าไปอยู่ในในยุคที่วัดนี้กำลังเจริญรุ่งเรืองจริง ด้วยผู้คนที่พลุกพล่าน ทั้งชาวจีนและนักท่องเที่ยวต่างยืนพนมมือเงียบ ๆ และเดินชมถ่ายรูปบรรยากาศภายในวัด ทำให้วัดที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองใหญ่กลับเต็มไปด้วยความสงบ และหลังจากที่ได้เดินชมวัดกันเสร็จ ก็ไปกันต่อที่ พระราชวังฤดูร้อน

พระราชวังต้องห้ามฤดูร้อน เป็นสวนหลวงที่ใหญ่ที่สุดและได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีที่สุดในประเทศจีน ซึ่งสวนแห่งนี้สร้างขึ้นโดยมีทะเลสาบคุณหมิงรายล้อมรอบพระราชวังก่อนที่เราจะไปเยี่ยมชมพระราชวังต้องห้ามฤดูร้อนได้ต้องทำการซื้อตั๋วเพื่อเข้าไปข้างใน ซึ่งสามารถซื้อตั๋วเพื่อล่องเรือนั่งชมทะเลสาบคุณหมิงได้ด้วย  เมื่อเดินเข้าไปในพระราชวังฤดูร้อน ฉันไม่พลาดที่จะล่องเรือในทะเลสาบคุณหมิง ทะเลสาบกว้างใหญ่ สัมผัสได้ถึง ลมเย็นผ่านหน้า พร้อมกับอากาศที่หนาวเย็น ด้วยอุณหภูมิตั้งแต่ 10-15 องศา รู้สึกเย็นสดชื่นเมื่อได้สูดอากาศบริสุทธิ์และชมวิวพระราชวังบนฝั่งที่สะท้อนความวิจิตรของสถาปัตยกรรมจีนโบราณ 

ขณะที่เรือล่องไปฉันเห็นนักท่องเที่ยวบางคนหยุดถ่ายภาพ บางคนก็หลับตาพักผ่อนรับความสงบ หลังจากที่ล่องเรือแล้ว ฉันก็ไปเดินเที่ยวที่พระราชวังต้องห้ามต่อเดินผ่านประตูขนาดมหึมาเข้าสู่เขตพระราชวังกำแพงสีแดงสูงตระหง่านและหลังคากระเบื้องสีทองฉันค่อย ๆ เดินผ่านโถงไท่เหออันยิ่งใหญ่ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเวทีของพิธีราชสำคัญ และโถงอื่น ๆ ที่แต่ละหลังแฝงไปด้วยรายละเอียดศิลปะและสัญลักษณ์ของความเก่าแก่และมีอำนาจที่ยิ่งใหญ่ในอดีต สร้างความตื่นเต้นแก่ผู้พบเห็นยิ่งนัก

หลังจากที่ฉันเดินท่องเที่ยวจนทั่วแล้วทำให้ฉันรู้สึกว่าพระราชวังฤดูร้อนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ทุกคนควรมาเป็นอย่างมาก เพราะสถานที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาจนไม่รู้ว่าเดินไปเยี่ยมชมที่ไหนก่อนดีเลย และหลังจากนั้นก็ได้มาเดินชมสวนสาธารณะที่สามารถมองเห็นวิวพระราชวังต้องห้ามฤดูร้อนได้ คือ สวนจิงซาน เพื่อนั่งพักผ่อนชมวิว ของพระราชวัง ก่อนที่จะเดินทางไปยังสถานที่ถัดไป

ในช่วงเย็น ฉันเดินได้มาที่ ถนนคนเดินหวังฝูจิ่ง wangfujing street เป็นแหล่งรวมของอาหารการกิน และบรรยากาศคึกคัก มีร้านค้าตั้งอยู่สองข้างทางเรียงรายไปด้วยของฝากและอาหารริมทางแนวสตรีทฟู้ด ถนนสายสำคัญใจกลางเมืองปักกิ่งที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา แสงไฟระยิบระยับ สร้างบรรยากาศทันสมัยและมีเสน่ห์ของเมืองเก่า ซึ่งเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจมากเพราะมันมีความทันสมัยที่ไม่ค่อยได้พบเห็นในบ้านเมืองของเรานอกจากกรุงเทพ จะได้ความรู้สึก กลิ่นหอมของอาหารสตรีทฟู้ดลอยมาแตะจมูก พร้อมสองข้างทางที่มีทั้งห้างสรรพสินค้าและตึกสูงขายสินค้าแฟชั่นที่ทันสมัย เป็นจุดนัดพบรวมตัวของนักท่องเที่ยว และคนพื้นเมือง เสียงพูดคุยของผู้คนผสมผสานกันอย่างสนุกสนาน นักท่องเที่ยวและชาวเมืองเดินสวนกันไปมา บ้างหยุดถ่ายรูปกับร้านของฝากที่ขาย ของที่ระลึกและงานฝีมือท้องถิ่น

ในเช้าของวันถัดมาฉันได้นั่งรถออกเดินทางจากปักกิ่งไปยังด่านปาต๋าหลิงเพื่อไปกำแพงเมืองจีน การนั่งรถเพื่อไปยังกำแพงเมืองจีนที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศจีน ในขณะที่นั่งรถ รถก็ค่อย ๆ ไต่ขึ้นเขา ที่สูงชัน พร้อมวิวกำแพงเมืองจีนให้ได้เห็นตามทาง เมื่อมาถึงฉันได้เห็นความกว้างของกำแพงหินสีเทาทอดยาวสุดสายตา คดเคี้ยวไปตามแนวสันเขาเหมือนกับมังกรยักษ์ตัวใหญ่ยาว ซึ่งสำหรับฉันกำแพงเมืองจีนเป็นสถานที่ที่ไปแล้วทรมาณที่สุดในการท่องเที่ยว เพราะการเดินบนกำแพงไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะขั้นบันไดสูงชันและไม่สม่ำเสมอ แต่ยังดีที่อากาศดีและลมเย็นตลอดทาง ทุกครั้งที่หยุดหายใจเหนื่อยแล้วเงยหน้ามองเราจะเห็นกับวิวบนภูเขาสูงที่เราไม่สามารถพบเห็นได้ที่เมืองไทยแบบนี้ วิวภูเขาสลับซับซ้อนและท้องฟ้ากว้างใหญ่ พร้อมกับนักท่องเที่ยวที่พลุกพล่านเต็มไปหมดที่พร้อมจะเดินขึ้นไปบนชั้นที่สูงที่สุดจะมีทั้งหมด 9 ด่าน  ซึ่งด่านที่ได้รับความนิยมและสะดวกสบาย คือ  ด่านที่มีกระเช้าลอยฟ้าให้ขึ้นได้สะดวก ได้ชมวิวทิวทัศน์แบบ 360 องศา แต่สำหรับฉันจะเป็นการเดินขึ้นไปอย่างเดียว เพื่อความท้าทายและพิชิดยอดกำแพงสูง เนื่องจากจะได้ชมความสวยงามของกำแพงอย่างใกล้ชิดที่ตั้งอยู่บนแนวเขาที่มีความสูงชัน เพื่อจะได้มองเห็นมีทิวทัศน์ที่สวยงามอย่างใกล้ชิดด้วยตาขอวตัวเอง และนักท่องเที่ยวคนไหนที่มีร่างกายที่แข็งแรงก็จะสามารถพิชิตได้ทั้งหมด 9 ด่าน

เช้าวันถัดมา ฉันขึ้น รถไฟฟ้าความเร็วสูง มุ่งหน้าสู่ ซีอาน ด้วยระยะทางกว่า 1,200 กิโลเมตรถูกย่อเหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง ภายในขบวนเงียบสบาย วิวสองข้างทางเปลี่ยนจากตึกสูงในเมืองใหญ่ไปสู่ภูเขาและทุ่งกว้างอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเข้าสู่เมืองซีอาน และได้เข้าที่พักและอยู่ยาวที่เมืองซีอานอีก 3 วัน

เช้าวันแรกที่เมืองซีอาน ฉันมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่ขึ้นชื่อที่สุดของซีอาน เพื่อสถานไปที่เที่ยวที่ชื่อว่า กองทัพทหารดินเผาที่ถูกฝังมานานกว่า 2,000 ปี เพื่อปกป้องสุสานจักรพรรดิฉินซีฮ่องเต้ ไปข้างในบรรยากาศภายใน สื่อได้ถึงความแข็งแกร่งของกองทัพทหาร มีทหารที่เป็นรูปปั้นนับพันตัว ซึ่งจากสายตาของฉันที่มองไปมันเหมือนมากกว่าพันตัวแต่แทบจะนับไม่ถ้วน และภายในเราจะยังได้เห็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกหลายๆ พระองค์ และมีสุสานกองทัพทหารดินเผาและรถม้าจะมีทั้งหมดสี่หลุม แม้เราจะเห็นว่ากองทัพดินเผาจะเป็นเพียงหุ่นแต่นักโบราณคดีก็พบว่ามีอาวุธต่างๆ ที่อยู่ภายในหลุมสุสานล้วนแต่เป็นอาวุธสำริดจริงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น หน้าไม้ ดาย ทวน ธนู และนี่ถือว่ายังเป็นแค่บางส่วนของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ยังมีตู้กระจกแสดงรูปปั้นต่างๆ ภายในอีกมากมาย ซึ่งใช้เวลาในการเดินชมอยู่ราวๆหลายชั่วโมง



            สถานที่ถัดไปที่อยากแนะนำในเมืองซีอานอีกแห่งหนึ่งก็คือ กำแพงเมืองโบราณซีอาน ฉันไปเดินเล่นบนกำแพงเมืองโบราณที่ยาวกว่า 13 กิโลเมตร ลมพัดเย็น ๆ มี การปั่นจักรยานบนกำแพงเพื่อชมวิวทิวทัศน์สวยๆ กลายเป็นประสบการณ์ที่ทั้งเพลินและผ่อนคลาย มองลงไปเห็นเมืองซีอานและแม่น้ำต่างๆ ที่สวยงามมากๆ

สำหรับสถานที่สุดท้ายก็คือ ย่านมุสลิม ในช่วงเย็นๆ ฉันเดินเข้าสู่ย่านมุสลิมที่มีบรรยากาศคึกคักมีร้านค้ามากมาย ถนนเส้นนี้เป็นถนนเส้นยาวตรงๆ เดินเล่นเพลิดเพลินกับ ร้านค้าให้เราเลือกซื้ออาหาร มีอาหารที่หลากหลายแปลกตา พร้อมแสงสีเสียงที่ทำเราหยุดเดินไม่ได้ และหลังจากเดินซื้อของช็อปปิ้งและเดินชมความสวยงามของย่านมุสลิม และได้นั่งรถไฟใต้ดิน ไปดูหอกลองและหอระฆัง ในช่วงฟ้าเริ่มมืด เราได้ไปนั่งพักผ่อนชมแสงไฟสีทองจากหอระฆังและหอกลองส่องประกายกลางเมือง เสียงดนตรีและเสียงผู้คนพลุกพล่าน พร้อมความอลังกาลของการนั่งชมเมืองใจกลางเมืองซีอาน เป็นช่วงเวลาที่ทำให้รู้สึกว่าซีอาน คือ เมืองที่มีความทันสมัยและอลังกาลมากพร้อมทั้งได้เห็นพุที่ใหญ่และมีแสงสีที่สวยงาม การใช้เวลาที่ซีอานไม่เพียงแค่การเที่ยวชมสถานที่ แต่เป็นการซึมซับบรรยากาศเมืองเก่าที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นหัวใจของเส้นทางสายไหม และแม้เวลาจะผ่านไปหลายร้อยปี กลิ่นอายของความรุ่งเรืองก็ยังไม่จางหาย 

   ซึ่งในการมาเที่ยวในเมืองซีอานนี้ฉันได้ใช้เวลาในการอยู่ที่นี่ทั้งหมด 3 วัน รวมกับการไปเที่ยวที่เมืองปักกิ่งอีก 3 วัน และรวมกับวันที่ที่ได้เดินทางไปและเดินทางกลับรวมแล้วในทริปนี้ใช้เวลาทั้งหมด 7 วัน ซี่งเป็น 7 วันที่เหนื่อยมากๆเพราะการเดินทางท่องเที่ยวแต่ละสถานที่ต้องเดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน และใช้การนั่งรถไปยังสถานที่ต่างๆอีกหลายชั่วโมงและใช้การเดินเที่ยวด้วยเท้าเป็นหลัก เนื่องจากทริปนี้เป็นการท่องเที่ยวด้วยตัวเอง ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวจึงเป็นราคาที่สูงตกอยู่ละ เกือบแสนกว่าบาท แต่ก็คุ้มกับประสบการณ์ที่ได้แลกมา ซึ่งจริงๆแล้วยังมีอีกหลายสถานที่ท่องเที่ยวและการเดินทางอีกหลายเหตุการณ์ที่เราไม่ได้แชร์ต่อให้เพื่อนๆได้อ่านหวังว่าเพื่อนๆได้อ่านแล้วจะอยากไปสัมผัสสถานที่ท่องเที่ยวที่ประเทศจีนเหมือนกันกับฉัน

 

 

 

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ท่องเที่ยวทริปเวียดนาม 3 วัน 2 คืน....เต็มเปี่ยมด้วยความความสุขและความทรงจำที่ดี


ท่องเที่ยวทริปเวียดนาม 3 วัน 2 คืน....เต็มเปี่ยมด้วยความความสุขและความทรงจำที่ดี

 “ท่องเที่ยวไปกับยิปซี” ที่จะพาทุกคนไปเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยว สัมผัสกับบรรยากาศการท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมเกร็ดความรู้เล็กๆ ที่จะช่วยให้ผู้อ่านเดินทางท่องเที่ยวอย่างสนุกสนาน และมีความสุข วันนี้จะพาทุกคนไปเที่ยวที่ประเทศเวียดนาม เป็นหนึ่งในการเดินทางที่ฉันประทับใจและชื่นชอบมากๆ ผู้คนในประเทศเวียดนามใช้ชีวิตอยู่กันอย่างเรียบง่าย ตามแบบคนท้องถิ่น และได้สัมผัสบรรยากาศตามแบบฉบับของคนเวียดนามพร้อมกับสถานที่เที่ยวที่สวยงาม ได้เจอทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และผู้คนที่ล้วนแล้วแต่น่ารักเกินคาด

จุดเริ่มต้นของทริปนี้คือ เมืองดานัง ฉันเดินทางจากประเทศไทยไปประเทศเวียดนามด้วยรถทัวร์ที่คนไทยเรียกกันว่ารถทัวร์ฉิ่งฉาบ โดยการไปขึ้นรถทัวร์ที่กรุงเทพ โดยใช้เวลาในการเดินทางจากกรุงเทพไปฮานอย 24 ชม. เป็นทริปของทัวร์บริษัทที่พ่อกับแม่ของฉันร่วมทำงานด้วย เป็นทริปสั้นๆ 3 วัน 2 คืนที่ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเป็นแบบเหมารวมทั้งหมดประมาณคนละ 13,000 บาท รวมกับค่าอาหาร

สถานที่แรกที่ไปคือ หมู่บ้านฝรั่งเศษ ที่มีชื่อเรียกว่า Sun World Ba Na Hills  ที่อยู่ห่างจากเมืองดานังไป 25 นาที ซึ่งหมู่บ้านจะตั้งอยู่บนพื้นที่สูง ลูกทัวร์จึงต้องเดินทางด้วยการนั่งกระเช้าขึ้นไปใช้เวลาประมาณ 15 -20 นาที ที่จะทำให้เราได้มองเห็นหมู่บ้านฝรั่งเศส หรือเรียกกันว่า “บาน่าฮิลล์” ซึ่งมีธรรมชาติที่สวยงาม การนั่งกระเช้าขึ้นไปยังบาน่าฮิลล์เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจ ได้ชมวิวทิวทัศน์ของเมืองดานังโดยรอบได้อย่างสวยงาม เมื่อมาถึงข้างบนหมู่บ้านเราจะเจอกับสวนสนุกที่มีชื่อว่า Fantasy Park มีเครื่องเล่นหลากหลาย ทั้งสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ เยอะมากๆ ถ้าทุกคนได้ไปอย่าลืมไปเล่นกันนะคะ ส่วนฉันไปนั่งเล่นและถ่ายรูปสวยๆ กับครอบครัว และเดินชมรอบๆ หมู่บ้านฝรั่งเศส บรรยากาศรอบๆ รู้สึกเหมือนหลุดมาอยู่ในยุโรปจริง ๆ เต็มไปด้วยอาคารสไตล์ฝรั่งเศสแบบโบราณ สีของอาคาร มีความคลาสสิก และสวยงามมาก รายล้อมไปกับผู้คนที่พลุกพล่าน มีลมพัดเย็นสบาย มีดอกไม้หลากสีประดับอยู่ตามมุมต่าง ๆ ทำให้บรรยากาศดูสดชื่น บางมุมมีร้านกาแฟ ร้านขนมตกแต่งน่ารัก ให้นั่งพักหรือถ่ายรูปสวยๆ มีการแสดงโชว์ต่างๆให้เราได้รับชมตลอดทางเดิน และไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็สวยงามไปหมด ได้อารมณ์ถ่ายรูปออกมาเหมือนอยู่ฝรั่งเศษจริงๆ

    • สำหรับวันที่สองสถานที่ ที่ฉันจะพาทุกคนไปคือ วัดหลินอึ๋ง โดยนั่งรถทัวร์ขึ้นไปตามเส้นทางเลียบเขา สิ่งแรกที่ได้เห็นและสะดุดตาเลย คือ องค์พระแม่กวนอิมสีขาวสูงตระหง่านขนาดใหญ่ด้านบน เป็นรูปปั้นที่พระแม่กวนอิมยืนหันหลังให้ภูเขาหันหน้าออกสู่ทะเล และมีองค์ เจดีย์ 9 ชั้น สามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากอ่าวดานัง วัดหลินอึ๋ง เป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดของดานัง ซึ่งจากการที่ฉันได้ไปถ่ายรูปเดินชมวัด ฉันได้รับความรู้สึกถึงความ เงียบ สงบ งดงาม และน่าศรัทธา นักท่องเที่ยวต่างมาวัดแห่งนี้เพื่อกราบไหว้บูชา เมื่อได้เดินเที่ยว เดินลัดเลาะเข้าไปภายในเขตวัด จะพบเจดีย์ วิหาร และลานกว้างที่มองเห็นวิวทะเลดานังได้สวยงามมาก นักท่องเที่ยวที่มาก็อินกับสถานที่และเดินอย่างเงียบ ๆ ชมวิว ถ่ายรูป และไหว้พระกันอย่างเรียบง่าย

                

                      
                      ในช่วงกลางคืนที่ถึงเวลาของการท่องเที่ยวแบบแสง สี เสียงแล้ว จะพลาดกันไม่ได้เลยกับ ตลาดกลางคืน “ฮอยอัน”  เสน่ห์ยามค่ำคืนของเมืองเก่าของดานัง ที่เมื่อพระอาทิตตกดิน ทุกคนก็จะได้พบกับบรรยากาศของเมืองที่กลายเป็นดินแดนแห่งแสงสีโคมไฟ สีสัน สดใส หลากหลาย หลากสี ถูกประดับเรียงรายทั้งสองฝั่งถนน นักท่องเที่ยวสามารถเดินบนสะพานมองดูเรือที่แล่นอยู่สองฝั่งของริมแม่น้ำที่ถูกตกแต่งด้วยแสงไฟ สว่างไสวงดาม ซึ่งที่นี่ มีสินค้ามากมาย ทั้งของฝากแฮนด์เมด โคมไฟ ผ้าไหม งานไม้ เสื้อผ้า ไปจนถึงอาหารการกินท้องถิ่น ที่ชวนให้เราได้จับจ่ายเลือกซื้อไปฝากคนที่ประเทศไทยกันมากมาย ซึ่งแน่นอนหลังจากที่ได้เดินเที่ยวเล่นที่ตลาดกันแล้ว ยังสามารถล่องเรือชมตลาดได้ด้วย ซึ่งน่าเสียดายที่ ฉันไม่ได้ล่องเรือในครั้งนี้ถือว่าพลาดมาก แต่สิ่งสุดท้ายที่ฉันไม่ได้พลาดคือ การปล่อยโคมกระดาษลงแม่น้ำฮอยอัน พร้อมอธิษฐานก่อนปล่อยโคมไฟ ในเวลานี้จะรับรู้ได้ถึงช่วงเวลาที่ทั้งเงียบ สงบ และอบอุ่นใจยิ่งนัก 


      วันที่สามที่จะต้องเดินทางกลับประเทศไทยกันแล้ว ก่อนที่ฉันและคณะทัวร์จะได้เดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพพร้อมกับความอิ่มเอมหัวใจจากการท่องเที่ยวเมืองดานัง ทริปเวียดนาม 3 วัน 2 คืน ที่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าไปหลังจากที่ฉันได้แชร์ประสบการณ์ให้ ทุกคนได้อ่านกันแล้ว พอจะทำให้ทุก ๆ คนอยากมาเที่ยวเวียดนามกันบ้างรึป่าว รับประกันเลยว่า ครบจบในที่เดียว ทั้งวัฒนธรรม ธรรมชาติ อาหารและการช้อปปิ้ง แถมเดินทางไม่ยากเหมาะที่จะพาครอบครัวไปพักผ่อนหย่อนใจและทุกสถานที่มีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง อาหารอร่อย ผู้คนเป็นมิตร ค่าใช้จ่ายไม่สูง ถือเป็นประเทศที่น่าท่องเที่ยวได้ทุกสไตล์ ทั้งสายชิล สายลุย ห้ามพลาดกันเลยทีเดียว










        ท่องเที่ยวภูเก็ตในแบบแฟนตาซีและชมสถาปัตยกรรมเมืองเก่า

          “ท่องเที่ยวไปกับยิปซี” ในบล็อกนี้เราจะพาทุกคนไปเที่ยวภูเก็ต แบบจัดเต็มความบันเทิงในยามค่ำยืนแบบแฟนตาซี ในบรรยากาศแสง สี เสียง พร้อมความบัน...